Dogecoin Labs ขยายประโยชน์ใช้สอยของ DOGE ขณะที่เทรดเดอร์จับตาแนวรับ
Dogecoin Labs ซึ่งก่อตั้งขึ้นร่วมกับ Dogecoin Foundation กำลังรวบรวมผลิตภัณฑ์และทีมพัฒนา Dogecoin เพื่อขยายการใช้งาน DOGE ให้มากกว่าการถือครองและการซื้อขาย โดยมี Jordan Jefferson ผู้ก่อตั้ง MyDoge และ DogeOS เป็นผู้นำ โครงการนี้จะพัฒนา MyDoge แพลตฟอร์มแอป DogeOS และ Such App พร้อมทำงานร่วมกับทีมที่เกี่ยวข้องกับ Foundation และ House of Doge เป้าหมายครอบคลุมการชำระเงิน การค้า DeFi เกม AI และแอปโซเชียล DogeOS เปิดเครือข่ายทดสอบสาธารณะที่รองรับ EVM แล้ว ส่วน MyDoge ระบุว่ามีผู้ใช้มากกว่า 500,000 คน และ Such App เวอร์ชันเบตารองรับใบแจ้งหนี้ DOGE และการชำระเงินต่อหน้าผ่าน QR code Foundation จะยังดำเนินงานด้านโอเพนซอร์สและชุมชนต่อไป ขณะที่ Dogecoin Labs จะมุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ รายงานก่อนหน้านี้ระบุว่า DOGE อยู่ที่ประมาณ 0.084 ดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าจุดสูงสุดในปี 2021 มาก ส่วนข้อมูลในเวลาต่อมาแสดงการลดลง 2.6% ในรอบ 24 ชั่วโมง บ่งชี้ว่าการเปิดตัวแทบไม่ส่งผลต่อราคาในทันที นักวิเคราะห์ Ali Martinez ระบุว่า 0.081 ดอลลาร์เป็นแนวรับ และรายงานว่ามีการสะสม DOGE จำนวน 600 ล้านเหรียญนับตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม โดยกล่าวว่าหากราคาปิดเหนือแนวรับนี้อย่างต่อเนื่อง ระดับ 0.16–0.17 ดอลลาร์ก็อาจเป็นเป้าหมายได้ โครงการ Dogecoin Labs อาจช่วยเพิ่มประโยชน์ใช้สอยของ DOGE ในระยะยาว แต่ยังไม่ได้สร้างปัจจัยกระตุ้นราคาที่ชัดเจนในระยะสั้น
Neutral
การเปิดตัวครั้งนี้อาจส่งผลดีต่อ DOGE ในระยะยาว เพราะเป็นการรวมทีมผลิตภัณฑ์และมุ่งเน้นการใช้งานจริง เช่น การชำระเงิน การค้า และแอปต่าง ๆ จำนวนผู้ใช้ที่ MyDoge รายงาน เครือข่ายทดสอบของ DogeOS และฟีเจอร์การชำระเงินของ Such App เป็นหลักฐานบางส่วนที่แสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศกำลังพัฒนา อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นแผนการนำไปใช้และหมุดหมายของผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่หลักฐานว่ามีความต้องการ DOGE อย่างต่อเนื่องหรือมีการซื้อโทเคนในทันที รายงานในเวลาต่อมาที่ระบุว่าราคาลดลง 2.6% ในหนึ่งวันบ่งชี้ว่าเทรดเดอร์ไม่ได้มองประกาศนี้เป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญในระยะใกล้ แนวรับที่ 0.081 ดอลลาร์ การสะสม DOGE จำนวน 600 ล้านเหรียญนับตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม และเป้าหมายที่อาจอยู่ที่ 0.16–0.17 ดอลลาร์ตามที่ระบุ ล้วนเป็นข้อสังเกตของนักวิเคราะห์ ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่รับประกัน การหลุดต่ำกว่าแนวรับอาจทำให้ความเชื่อมั่นอ่อนลง ขณะที่การยืนเหนือแนวรับได้อย่างต่อเนื่องอาจกระตุ้นการซื้อเก็งกำไร โดยรวมแล้ว ข่าวนี้อาจช่วยหนุนความเชื่อมั่นในระยะยาวหากการใช้งานเติบโตขึ้น แต่การที่กิจกรรมของผลิตภัณฑ์จะเปลี่ยนเป็นความต้องการโทเคนได้หรือไม่นั้นยังไม่แน่นอน และราคาก็ไม่มีปฏิกิริยาในทันทีอย่างชัดเจน ดังนั้นการจัดประเภทผลกระทบเป็นกลางจึงเหมาะสมที่สุด