Empery ขาย 1,400 BTC จากคลัง Bitcoin เพื่อลดหนี้

Empery ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนใน Nasdaq ได้ลดคลังสำรอง Bitcoin ของตนด้วยการขาย 1,400 BTC ระหว่างวันที่ 7 พฤษภาคมถึง 10 กรกฎาคม บริษัทสร้างรายได้รวมประมาณ 87.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ราว 62,200 ดอลลาร์ต่อ Bitcoin หลังการจำหน่าย Empery รายงานว่าตนถือครอง 1,514 BTC และมีเงินสดประมาณ 73.9 ล้านดอลลาร์ (ณ วันที่ 10 กรกฎาคม) บริษัทอธิบายว่าการขาย Bitcoin จากคลังสำรองเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อเพิ่มสภาพคล่องเพื่อใช้ชำระภาระผูกพันในระยะสั้น มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนทิศทางไปสู่การเพิ่ม BTC การใช้เงินที่วางแผนไว้รวมถึงการชำระหนี้ (จ่ายเงิน 10 ล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม โดยยังเหลือประมาณ 45 ล้านดอลลาร์) การนำเงินไปสนับสนุนการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีความของผู้ถือหุ้นที่ยังคงดำเนินอยู่ และใช้สนับสนุนการดำเนินงานทั่วไป เรื่องนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการขาย BTC ของบริษัทในไตรมาส 1 ปี 2026 เมื่อ Empery ขาย 722 BTC (ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึง 25 มีนาคม) ประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ และเตือนว่าการขายเพิ่มจากคลังสำรอง Bitcoin อาจส่งผลต่อผลประกอบการทางการเงิน บทความยังเปรียบเทียบกับกลยุทธ์อื่น ๆ เช่น Nakamoto Inc. ที่รายงานว่าลดหนี้หลังขาย BTC ประมาณ 600 รายการโดยใช้อนุพันธ์ ขณะที่ Capital B อนุมัติการระดมทุนแบบหุ้น/เครดิตเพื่อซื้อ BTC เพิ่ม แทนที่จะขาย สำหรับนักเทรด สัญญาณสำคัญคือการเพิ่มสภาพคล่องของ Bitcoin ที่ขับเคลื่อนโดยความต้องการจากงบดุลของบริษัท การเพิ่มอุปทาน BTC จากฝั่งองค์กรอาจกดดันความเชื่อมั่นต่อ BTC ได้ โดยเฉพาะในระยะสั้น
Bearish
การขาย Bitcoin ในคลังเงิน (treasury) ล่าสุดของ Empery เพิ่มอุปทานฝั่ง “ขาย” ระดับองค์กรที่อาจกดดันความเชื่อมั่นต่อ BTC ในระยะสั้น โดยเฉพาะเพราะบริษัทใช้เงินเพื่อชำระหนี้ จ่ายค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการฟ้องร้อง และการดำเนินงาน ไม่ได้มีแผนขยายการถือครอง BTC เพิ่มเติม แม้ว่าบริษัทจะแจ้งว่ายังมีการถือครอง BTC อยู่ แต่จังหวะการขายที่เปิดเผยและแรงจูงใจด้านสภาพคล่องที่ระบุไว้ทำให้มีโอกาสสูงที่จะมีการลดคลังเงินต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับกลุ่มบริษัทที่กำลังซื้อ BTC (เช่น ผ่านการจัดหาเงินทุน) รูปแบบ “ขายเพื่อระดมเงินสด” โดยทั่วไปมักไม่เอื้อต่อทิศทางราคาของ BTC ในระยะสั้น แม้โครงสร้างตลาดในระยะยาวอาจยังถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสเงินที่กว้างขึ้นก็ตาม