กำไรของ Tesla ลดลง 43% ขณะที่การใช้จ่ายกับหุ่นยนต์และแท็กซี่ไร้คนขับเพิ่มขึ้น
กำไรของ Tesla ในไตรมาส 3 ลดลง 43% เมื่อเทียบกับปีก่อน เหลือ 787 ล้านดอลลาร์ ขณะที่รายได้ทรงตัวที่ 28,050 ล้านดอลลาร์ กำไรจากการดำเนินงานลดลง 56% เหลือ 718 ล้านดอลลาร์ ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยของบริษัทเพิ่มขึ้น 69% เป็น 2,760 ล้านดอลลาร์ และรายจ่ายลงทุนเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเป็น 4,730 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ยอดส่งมอบรถยนต์ลดลงราว 2%
Tesla ระบุว่าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ Optimus เริ่มเข้าสู่การผลิตที่โรงงานในเมืองฟรีมอนต์ รัฐแคลิฟอร์เนียแล้ว Elon Musk ตั้งเป้าผลิตหุ่นยนต์ให้ได้ 20,000 ตัวต่อสัปดาห์ แต่กล่าวว่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งปีกว่าจะไปถึงระดับดังกล่าว คาดว่าจะเริ่มส่งมอบให้ลูกค้าภายนอกได้ในช่วงปลายปี 2027 ก่อนหน้านี้ Tesla เคยทำเป้าหมายการผลิต Optimus ไม่ได้ และการออกแบบกับความทนทานของหุ่นยนต์ยังคงเป็นความท้าทาย
Tesla ยังตั้งเป้าส่งมอบแท็กซี่ไร้คนขับ Cybercab ให้ลูกค้าภายในสิ้นปี 2026 แม้ว่ารถที่ผลิตจนถึงขณะนี้จะมีไว้ใช้ในกองรถของบริษัทเองก็ตาม บริษัทไม่ได้เปิดเผยผู้ซื้อรายแรกหรือราคาสุดท้าย โดยตั้งเป้าราคาไว้ต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์ Musk คาดว่าธุรกิจแท็กซี่ไร้คนขับจะปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้นในผลประกอบการของ Tesla ในปี 2027 ขณะเดียวกัน คณะกรรมการของ Tesla และ SpaceX ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการรวมกิจการ แต่ยังไม่มีการตกลงเงื่อนไขใด ๆ
บทความยังมีวิดเจ็ตราคา Bitcoin ด้วย แต่ความเคลื่อนไหวของ Tesla ไม่ได้เป็นปัจจัยกระตุ้นโดยตรงต่อตลาดคริปโทเคอร์เรนซี
Neutral
ข่าวนี้ไม่มีความเชื่อมโยงโดยตรงด้านการดำเนินงานหรือกฎระเบียบกับ Bitcoin หรือสินทรัพย์คริปโตอื่น ๆ ดังนั้นผลกระทบต่อตลาดในทันทีจึงมีแนวโน้มจำกัด กำไรที่ลดลงและการใช้จ่ายจำนวนมากของ Tesla อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต แต่บทความไม่ได้รายงานการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกี่ยวกับการถือครอง Bitcoin ของ Tesla การรับชำระเงินด้วยคริปโต หรือแนวนโยบายเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลของบริษัท แผงแสดงราคา Bitcoin เป็นข้อมูลตลาดที่นำมาแสดงบนหน้าเว็บ ไม่ใช่ผลที่เกิดจากผลประกอบการของ Tesla
ในระยะสั้น เทรดเดอร์คริปโตอาจติดตามความเต็มใจรับความเสี่ยงโดยรวมและความเคลื่อนไหวของหุ้นเทคโนโลยี ซึ่งบางครั้งอาจเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับ Bitcoin ในช่วงที่การซื้อขายได้รับอิทธิพลจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของ Tesla เพียงอย่างเดียวไม่น่าจะเป็นสัญญาณบอกทิศทางที่เชื่อถือได้ ปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงมากกว่า ได้แก่ อัตราดอกเบี้ย สภาพคล่อง กฎระเบียบ และกระแสเงินทุนเฉพาะในตลาดคริปโต โดยทั่วไป ปฏิกิริยาในอดีตต่อผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่มักขึ้นอยู่กับว่าผลประกอบการนั้นเปลี่ยนแปลงความคาดหวังด้านการเติบโตหรือภาวะการเงินหรือไม่ มากกว่าจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของคริปโตโดยอัตโนมัติ
ในระยะยาว การนำหุ่นยนต์และแท็กซี่ไร้คนขับมาใช้งานได้สำเร็จอาจส่งผลต่อมุมมองของนักลงทุนที่มีต่อระบบอัตโนมัติและภาคเทคโนโลยี แต่กรอบเวลายังคงไม่แน่นอน และธุรกิจเหล่านี้ยังไม่ได้แสดงให้เห็นว่าสามารถสร้างรายได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนความเป็นไปได้ที่ Tesla จะควบรวมกับ SpaceX ก็ยังอยู่ในขั้นต้นและยังไม่มีการตกลงเงื่อนไขใด ๆ ดังนั้น เทรดเดอร์ควรมองข่าวนี้ว่าเป็นพัฒนาการเฉพาะของบริษัท ไม่ใช่ปัจจัยกระตุ้นตลาดคริปโต และควรรอผลประกอบการที่ได้รับการยืนยันหรือสัญญาณตลาดในวงกว้างก่อนปรับสถานะการลงทุนในคริปโต