alltrending-24htrending-weektrending-monthtrending-year

ข่าวคริปโตเคอร์เรนซี

NIP Group เพิ่มกำลังขุด 4.47 EH/s ในข้อตกลงการขุด Bitcoin

NIP Group ตกลงเข้าซื้ออุปกรณ์ขุด Bitcoin ที่มีกำลังการประมวลผลประมาณ 4.47 เอ็กซาแฮชต่อวินาที (EH/s) ในข้อตกลงมูลค่าสูงสุด 27.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เครื่องขุดกำลังทำงานอยู่แล้วในศูนย์ให้บริการโฮสต์ แต่การเข้าซื้อยังขึ้นอยู่กับการปิดธุรกรรม และกรรมสิทธิ์ยังไม่ได้โอนให้ NIP บริษัทวางแผนชำระเงินด้วยการออกหุ้นสามัญ Class A จำนวนสูงสุด 247,091,740 หุ้น ซึ่งอาจช่วยรักษาเงินสดไว้ได้ แต่ก็อาจทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมลดลง หากปิดธุรกรรมได้ NIP ประเมินว่ากำลังการขุด Bitcoin ที่ติดตั้งใช้งานทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 13.85 EH/s การติดตั้งใช้งานครบทั้งหมดอาจทำให้ผลผลิตต่อเดือนเพิ่มเป็นราว 195 BTC จากเป้าหมายเดิมที่ 160 BTC โดยบริษัทระบุมูลค่าประมาณ 16 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนตามราคาที่มีอยู่ในขณะนั้น ผลผลิตและผลตอบแทนจริงจะขึ้นอยู่กับความยากของเครือข่าย ระยะเวลาที่เครื่องทำงาน ต้นทุนค่าไฟฟ้า และราคา Bitcoin บริษัทด้านอีสปอร์ตและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแห่งนี้เริ่มขุด Bitcoin ในเดือนกรกฎาคม 2025 และระบุว่าการขยายธุรกิจครั้งนี้สนับสนุนกลยุทธ์ด้านโครงสร้างพื้นฐานในภาพรวม ซึ่งรวมถึงโอกาสที่อาจเกิดขึ้นในด้าน AI และการประมวลผลสมรรถนะสูง อย่างไรก็ตาม เครื่องขุด Bitcoin ไม่สามารถใช้แทนฮาร์ดแวร์ AI อเนกประสงค์ได้ สำหรับผู้ซื้อขาย Bitcoin ข้อตกลงนี้เป็นการเพิ่มกำลังการผลิตในระดับบริษัท ไม่ใช่ปัจจัยกระตุ้นอุปสงค์หรือราคา BTC โดยตรง
Neutral
Bitcoin miningNIP GroupMining capacityShare-based acquisitionAI infrastructure

กองทุน XRP Ledger ของ Franklin Templeton ใกล้แตะ 200 ล้านดอลลาร์

Franklin Templeton เพิ่มหุ้นในรูปแบบโทเคนของกองทุน OnChain U.S. Dollar Short-Term Money Market Fund บน XRP Ledger มูลค่าประมาณ 150 ล้านดอลลาร์ ผ่านการจองซื้อสองครั้ง ครั้งละ 75 ล้านดอลลาร์ จำนวนหุ้นของกองทุนบน XRP Ledger เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 193 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ ตามราคาที่บันทึกไว้ที่ 1.039 ดอลลาร์ต่อหุ้น หุ้นบน XRP Ledger กระจุกตัวอยู่ในกระเป๋าเงินเดียว แต่ยังไม่ชัดเจนว่ากระเป๋านั้นเป็นของนักลงทุนรายเดียว หรือเป็นของผู้รับฝากสินทรัพย์ที่ดูแลแทนลูกค้าหลายราย กองทุนลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นของสหรัฐฯ และตราสารตลาดเงิน กองทุนนี้เป็นสินทรัพย์โทเคนที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองบน XRP Ledger รองจาก RLUSD ซึ่งเป็นเหรียญสเตเบิลคอยน์ของ Ripple ผู้ถือหุ้นต้องได้รับอนุมัติจากผู้ออก และ Franklin Templeton สามารถอายัดหรือเรียกคืนโทเคนได้ การขยายตัวนี้ชี้ถึงการใช้สินทรัพย์โทเคนของสถาบันที่เพิ่มขึ้นบน XRP Ledger แต่ไม่ได้ยืนยันว่ามีความต้องการจากนักลงทุนในวงกว้าง หรือมีการซื้อ XRP เพิ่มขึ้นโดยตรง
Neutral
Franklin TempletonXRP LedgerTokenized money market fundRLUSDInstitutional adoption

Arthur Hayes ขายอัลต์คอยน์และเตือนว่าตลาดอาจปรับตัวลง

Arthur Hayes กล่าวว่า Maelstrom บริษัทลงทุนของเขาได้ขายสถานะการลงทุนใน ETH, ENA, UNI และอัลต์คอยน์อื่น ๆ เพื่อทำกำไร แพลตฟอร์มติดตามข้อมูลบนบล็อกเชน Lookonchain ประเมินมูลค่าการขายไว้ที่ประมาณ 22.28 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึง ETH 6,400 เหรียญ มูลค่า 15.2 ล้านดอลลาร์, ENA 14 ล้านเหรียญ มูลค่า 2.76 ล้านดอลลาร์ และ UNI 323,000 เหรียญ มูลค่า 2.24 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ยังมีรายงานการขาย ETHFI, AERO, PENDLE และ ZAMA ด้วย Hayes กล่าวถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคและภูมิรัฐศาสตร์ และระบุว่าตลาดคริปโตอาจต้องปรับตัวลงก่อนจะฟื้นตัว เขาวางแผนจะอยู่ข้างสนามจนกว่าจะมีสัญญาณที่ชัดเจนขึ้น การขายเหล่านี้อาจทำให้เกิดความระมัดระวังต่อโทเคนเหล่านี้มากขึ้นในระยะสั้น แต่การซื้อขายของนักลงทุนเพียงรายเดียวไม่ได้ยืนยันว่าตลาดโดยรวมกำลังกลับทิศ
Bearish
Arthur HayesAltcoinsETHMarket OutlookProfit-Taking

บิตคอยน์หลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ: ผันผวน ไม่ได้ร่วงลงอย่างต่อเนื่อง

ประวัติของ Bitcoin หลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าราคาจะลดลงหลังการเลือกตั้งอย่างสม่ำเสมอ การทบทวนการเลือกตั้งในปี 2010, 2014, 2018 และ 2022 พบว่าผลตอบแทนระยะสั้นแตกต่างกันอย่างมาก: BTC เพิ่มขึ้น 31.6% ในช่วง 30 วันหลังการลงคะแนนปี 2010 แต่ลดลง 45.5% หลังการเลือกตั้งปี 2018 ตามข้อมูลที่อ้างถึง Bitcoin มีราคาสูงขึ้นเมื่อครบหนึ่งปีหลังการเลือกตั้งแต่ละครั้ง โดยผลตอบแทนเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 23% หลังการลงคะแนนปี 2014 ไปจนถึง 1,580% หลังการลงคะแนนปี 2010 หลังจากราคาดิ่งลงในปี 2018 BTC เพิ่มขึ้น 45.2% ในอีกหนึ่งปีต่อมา บทวิเคราะห์ระบุว่าความไม่แน่นอนด้านนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งอาจส่งผลต่อ Bitcoin ผ่านความต้องการรับความเสี่ยง โดยเฉพาะเมื่อ BTC เชื่อมโยงกับหุ้นสหรัฐฯ และสภาพคล่องทั่วโลกมากขึ้น ความผันผวนยังอาจกระตุ้นให้เกิดการบังคับปิดสถานะที่ใช้เลเวอเรจ และทำให้เหรียญเปลี่ยนมือจากผู้ขายที่หวาดกลัวหรือจำเป็นต้องขายไปยังผู้ซื้อที่สะสมในราคาต่ำลง บทสรุปในภายหลังยังกล่าวถึงรายงานว่าการสะสมของผู้ถือรายใหญ่เพิ่มขึ้น ตัวเลขย้อนหลังเหล่านี้ครอบคลุมการเลือกตั้งเพียงสี่ครั้งและไม่ได้ใช้ทำนายผลตอบแทนในอนาคต นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันและกระแสเงินทุนใน ETF ยังแตกต่างจากวัฏจักรก่อน ๆ
Neutral
BitcoinUS midterm electionsMarket volatilityMacro policyWhale accumulation

ช่องโหว่ใน Initia ทำให้เงิน 2.7 ล้านดอลลาร์ถูกดูดออกไปและเครือข่ายหยุดทำงาน

Initia ระงับบล็อกเชนเลเยอร์ 1 และโรลอัปที่เชื่อมต่ออยู่เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2026 หลังผู้โจมตีใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ MoveVM ที่ไม่เคยมีใครค้นพบมาก่อน Initia ระบุว่าข้อบกพร่องดังกล่าวทำให้สามารถสร้างโทเคนโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ไม่ส่งผลต่อการออก INIT ดั้งเดิม เครือข่ายหยุดประมวลผลธุรกรรมเมื่อเวลา 15:41:30 UTC และยังไม่มีการประกาศวันกลับมาเปิดให้บริการ มีรายงานว่าผู้โจมตีสร้าง AUSD ที่โอนผ่านบริดจ์จำนวน 2 ล้านโทเคน คิดเป็นมูลค่าตามราคาหน้าตั๋วราว 7.48 ล้านดอลลาร์ จากนั้นโอนสินทรัพย์จริงมูลค่าประมาณ 2.65–2.73 ล้านดอลลาร์จากเงินสำรองของบริดจ์ไปยัง Ethereum รายการเงินไหลออกที่มีรายงานประกอบด้วย AUSD, 105 ETH และ 1.08 ล้าน USDC; การวิเคราะห์ในภายหลังระบุว่าเงินดังกล่าวถูกแปลงเป็น ETH ประมาณ 1,135.5 ETH การดูดเงินสำรองออกไปทำให้ผู้ใช้บางรายไม่สามารถแลกคืนสินทรัพย์ที่โอนผ่านบริดจ์ได้ Agora ผู้ออก AUSD ระบุว่าเงินสำรองของบริษัทไม่ได้รับผลกระทบ และจะพยายามอายัด AUSD ที่เชื่อมโยงกับผู้โจมตีหากทำได้ Upbit และ KuCoin ระงับการฝากและถอน INIT แม้ในช่วงแรก Upbit จะยังเปิดให้ซื้อขายแบบสปอต Initia ยังไม่ยืนยันมูลค่าความเสียหายสุดท้าย แผนชดเชย หรือกำหนดการกลับมาให้บริการ การสอบสวนเหตุโจมตี Initia ยังคงดำเนินอยู่ ทำให้ความปลอดภัยของบริดจ์และความเสี่ยงด้านตลาดของ INIT ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ
Bearish
InitiaBridge exploitMoveVMNetwork haltStablecoins

การเมืองและตลาด: แนวทางการใช้งานฟอรัม Seeking Alpha

ฟอรัม Politics and Markets ของ Seeking Alpha จัดการอภิปรายประเด็นการเมืองเป็นประจำทุกวัน และกำหนดกฎสำหรับผู้แสดงความคิดเห็น ซึ่งรวมถึงการห้ามโจมตีบุคคลและห้ามเผยแพร่เนื้อหาที่เป็นการล่วงละเมิดหรือก่อให้เกิดอันตรายอื่น ๆ เว็บไซต์เตือนว่าการสนทนาอาจร้อนแรงขึ้น และความคิดเห็นได้รับการกลั่นกรองอย่างเข้มงวดน้อยกว่าเนื้อหาประเภทอื่น ไม่มีบทสรุปใดรายงานพัฒนาการทางการเมืองใหม่ ข้อมูลตลาด หรือข่าวเกี่ยวกับคริปโทเคอร์เรนซี ดังนั้น หน้า Politics and Markets จึงไม่มีปัจจัยกระตุ้นการซื้อขายที่เฉพาะเจาะจงหรือสัญญาณโดยตรงต่อราคา крипโทเคอร์เรนซี
Neutral
Political discussionMarketsSeeking AlphaCommunity guidelines

การปิดตัวของ Blur และ Blast เผยให้เห็นความเสี่ยงของแอร์ดรอป

Blur และ Blast ซึ่งเป็นโครงการที่ก่อตั้งโดย Tieshun “Pacman” Roquerre กำลังทยอยยุติกิจการ หลังไม่สามารถเปลี่ยนกิจกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยแอร์ดรอปให้เป็นรายได้ที่ยั่งยืนได้ Blur วางแผนปิดเว็บไซต์ในวันที่ 12 พฤศจิกายน และหยุดจับคู่สินเชื่อ Blend รายใหม่ ส่วน Blast ระบุว่าต้นทุนดำเนินงานสูงกว่ารายได้ และกำหนดวันที่ 26 ตุลาคมเป็นวันสุดท้ายสำหรับการถอนเงินตามปกติผ่านหน้าเว็บไซต์ทางการ ทั้งสองโครงการใช้คะแนนและการแจกโทเคนแบบแอร์ดรอปเพื่อดึงดูดผู้ใช้ ปริมาณการซื้อขายรายเดือนของ Blur เคยสูงถึงราว 1.43 พันล้านดอลลาร์ แต่ข้อมูลจาก DefiLlama ระบุว่ารายได้สะสมของโปรโตคอลมีเพียง 2.26 ดอลลาร์ ต่อมาปริมาณซื้อขายรายเดือนลดลงต่ำกว่า 7 ล้านดอลลาร์ และราคา BLUR ร่วงลงราว 99.8% จากจุดสูงสุดที่รายงานไว้ในวันเปิดตัว Blast ดึงดูดเงินฝากได้มากกว่า 510 ล้านดอลลาร์ก่อนเปิดตัวเมนเน็ต และแจก BLAST จำนวน 17,000 ล้านโทเคนในแอร์ดรอปครั้งแรก ตลอดสามรอบ ทั้งสองโครงการแจกโทเคนที่มีมูลค่าประเมินรวมราว 850 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของ DefiLlama มูลค่ารวมที่ถูกล็อก (TVL) ของ Blast ลดลงจากจุดสูงสุด 2.26 พันล้านดอลลาร์ เหลือราว 11.5 ล้านดอลลาร์เมื่อปิดกิจการ สำหรับเทรดเดอร์ การปิดตัวของ Blur และ Blast ตอกย้ำว่าแอร์ดรอปอาจสร้างสภาพคล่องระยะสั้นได้ โดยไม่ก่อให้เกิดอุปสงค์หรือรายได้ที่ยั่งยืน ผู้กู้บน Blend ควรชำระคืนเงินกู้ก่อน Blur ปิด เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดและความเสี่ยงที่จะสูญเสีย NFT ที่ใช้เป็นหลักประกัน ส่วนผู้ใช้ Blast ควรปฏิบัติตามคำแนะนำและกำหนดเวลาถอนเงินอย่างเป็นทางการ ผลกระทบโดยตรงต่อตลาดในวงกว้างน่าจะมีจำกัด แต่ความเชื่อมั่นต่อ BLUR, BLAST และโครงการที่ขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจอาจยังคงอ่อนแอ
Bearish
Crypto shutdownsAirdrop incentivesBlurBlastLayer-2 networks

คดีบิตคอยน์ 127,000 เหรียญของ Prince Group ยังคงไม่มีข้อยุติ

คดี Prince Group เกี่ยวข้องกับบิตคอยน์ประมาณ 127,000 เหรียญ ซึ่งมีมูลค่าราว 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ เวลาที่ยื่นฟ้องในสหรัฐฯ เมื่อเดือนตุลาคม 2025 รัฐบาลสหรัฐฯ ถือครองเหรียญดังกล่าวและกำลังขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์ทางแพ่ง แต่ที่มาของเหรียญและวิธีที่ทางการได้กุญแจส่วนตัวยังคงเป็นข้อโต้แย้ง บริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน Elliptic สืบย้อนบิตคอยน์ไปถึงการโจรกรรมจากพูลขุด LuBian ในปี 2020 ขณะที่อัยการสหรัฐฯ กล่าวหาว่าทรัพย์สินดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงและการฟอกเงิน มีรายงานว่าเหรียญเหล่านี้ไม่ได้เคลื่อนไหวและอยู่ในกระเป๋าเงินที่รัฐบาลควบคุมมาตั้งแต่ปี 2024 ทางการในหลายเขตอำนาจศาลยังดำเนินการกับทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับ Prince Group ด้วย โดยกัมพูชารายงานว่าได้อายัดทรัพย์เกือบ 1 พันล้านดอลลาร์และระบุบริษัทในเครือได้ 198 แห่ง ส่วนฮ่องกง สหราชอาณาจักร สิงคโปร์ ไต้หวัน และเกาหลีใต้ต่างดำเนินมาตรการแยกกัน การอายัดไม่ได้ตัดสินว่าใครจะได้รับทรัพย์สินในท้ายที่สุด ผู้เสียหายที่เรียกร้องค่าชดเชยต้องเผชิญอุปสรรคทางกฎหมาย ทนายความของพวกเขาระบุว่าความเสียหายจำนวนมากชำระเป็นเงินสกุลปกติหรือ USDT ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ โต้แย้งว่าไม่สามารถเชื่อมโยงความเสียหายเหล่านั้นบนบล็อกเชนโดยตรงกับบิตคอยน์ที่ถูกยึดได้ กรรมสิทธิ์ในบิตคอยน์และการจัดสรรในท้ายที่สุดยังไม่มีข้อยุติ นอกจากนี้ สมาชิกสภานิติบัญญัติสหรัฐฯ ยังเสนอให้นำบิตคอยน์เหล่านี้ไปรวมไว้ในแผนสำรองบิตคอยน์เชิงยุทธศาสตร์ที่เสนอขึ้น ยังไม่มีสัญญาณว่าจะมีการขายในทันที แต่การริบหรือจัดสรรในอนาคตอาจส่งผลต่อความคาดหวังของตลาดเกี่ยวกับบิตคอยน์จำนวนมากที่ไม่ได้เคลื่อนไหว
Neutral
BitcoinPrince GroupAsset forfeitureCrypto seizureVictim compensation

JPMorgan เพิ่มกองทุนตลาดเงินแบบโทเคนบน Solana

JPMorgan Asset Management เปิดให้ผู้ลงทุนในสหรัฐฯ ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์เข้าถึงกองทุนตลาดเงินแบบโทเค็นสองกองทุนบน Solana ผ่านแพลตฟอร์ม Morgan Money ได้แก่ My OnChain Net Yield Fund (MONY) และ JPMorgan OnChain Liquidity–Token Money Market Fund (JLTXX) นักลงทุนสามารถซื้อหน่วยลงทุนและไถ่ถอนผ่านแพลตฟอร์ม โดยสิทธิในกองทุนแสดงด้วยที่อยู่บนบล็อกเชน การเปิดตัวบน Solana ช่วยขยายการเข้าถึงกลยุทธ์ที่มีอยู่แล้ว แทนการสร้างผลิตภัณฑ์ลงทุนใหม่ และเพิ่มการแข่งขันกับผลิตภัณฑ์พันธบัตรรัฐบาลและตลาดเงินแบบโทเค็นที่มีอยู่บนเครือข่ายแล้ว MONY เป็นการเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจงซึ่งมีข้อจำกัดด้านคุณสมบัติผู้ลงทุน ส่วน JLTXX เป็นกองทุนตลาดเงินรัฐบาลสหรัฐฯ ที่จดทะเบียนและมีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารเงินสด ตามเอกสารของกองทุน ทั้งสองกองทุนกำหนดยอดลงทุนเริ่มต้นขั้นต่ำ 1 ล้านดอลลาร์ ไม่มีโครงการใดเป็นเงินฝากธนาคารหรือได้รับความคุ้มครองจาก FDIC และไม่มีการรับประกันว่ามูลค่าต่อหน่วยจะคงที่ที่ 1 ดอลลาร์ บันทึกการถือครองอย่างเป็นทางการยังคงอยู่ในทะเบียนผู้ลงทุนของกองทุน ไม่ใช่ยอดโทเค็นบนเชน นอกจากนี้ JLTXX กำหนดให้ที่อยู่กระเป๋าเงินต้องได้รับอนุมัติ JPMorgan ยังไม่ได้เปิดเผยสินทรัพย์ภายใต้การบริหารหรือรายละเอียดการดำเนินงานของการเปิดตัวบน Solana การยอมรับและปริมาณธุรกรรมจะเป็นตัวชี้วัดว่ากองทุนตลาดเงินแบบโทเค็นบน Solana จะได้รับการใช้งานจากสถาบันอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่
Neutral
JPMorganSolanaTokenized money market fundsInstitutional cryptoOn-chain finance

ความเสี่ยงที่บิตคอยน์จะร่วงสู่ 10,000 ดอลลาร์ขึ้นอยู่กับการปรับฐาน 20% ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ไมค์ แมคโกลน นักกลยุทธ์ของ Bloomberg Intelligence เตือนว่า Bitcoin อาจร่วงลงสู่ 10,000 ดอลลาร์ หาก S&P 500 เผชิญการปรับฐาน 20% ที่ยืดเยื้อ เขาอธิบายการฟื้นตัวล่าสุดของ Bitcoin ว่าอาจเป็น “การดีดตัวในตลาดขาลง” และกล่าวว่าความเชื่อมโยงกับหุ้นที่ใกล้ชิดขึ้นทำให้ Bitcoin เสี่ยงต่อแรงเทขายในวงกว้างและภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้น นี่เป็นเพียงสถานการณ์ที่มีเงื่อนไข ไม่ใช่การคาดการณ์ราคาอย่างแน่นอน แมคโกลนยังตั้งข้อสงสัยต่อความคาดหวังของ BlackRock และ JPMorgan ที่ว่า Bitcoin จะให้ผลตอบแทนต่อปีราว 10% ในรายงานฉบับหลัง Bitcoin ซื้อขายอยู่ใกล้ 82,000 ดอลลาร์ ต่ำกว่าระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่มากกว่า 126,000 ดอลลาร์ประมาณ 35% และลดลงราว 6% ในช่วง 30 วัน S&P 500 ปรับขึ้น 13% นับตั้งแต่ต้นปี ราคา Bitcoin เคยพบแนวรับชั่วคราวบริเวณ 80,000 ดอลลาร์ ซึ่งนักวิเคราะห์ทางเทคนิคระบุว่าเป็นระดับที่ผู้ซื้อขายควรจับตา: การยืนเหนือระดับนี้อาจช่วยรักษาโครงสร้างขาขึ้นไว้ได้ ส่วนการหลุดระดับดังกล่าวอาจเพิ่มแรงกดดัน กองทุน Bitcoin ETF แบบสปอตเปลี่ยนจากมีเงินไหลเข้าสามวัน รวมถึงมากกว่า 528 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 21 ตุลาคม เป็นมีเงินไหลออกมากกว่า 635 ล้านดอลลาร์ในวันถัดมา รายงานก่อนหน้านี้ระบุว่ามีเงินไหลออก 729 ล้านดอลลาร์ในสองช่วงการซื้อขาย สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมีความเห็นไม่ตรงกันว่า Bitcoin อาจร่วงลงได้มากเพียงใด คี ยัง จู ผู้ก่อตั้ง CryptoQuant ให้เหตุผลว่า เงินไหลเข้า ETF ราว 58,000 ล้านดอลลาร์ และ Bitcoin จำนวน 1.3 ล้าน BTC ที่คลังของบริษัทต่าง ๆ ถืออยู่ บ่งชี้ว่าต้นทุนฐานบนบล็อกเชนอาจมีระดับพื้นใกล้ 30,000 ดอลลาร์มากกว่า แม้จะมีการขายสถานะเหล่านั้นออกไปก็ตาม เขากล่าวว่าหากราคาอยู่ที่ 10,000 ดอลลาร์ ค่า MVRV ของ Bitcoin จะลดลงมาใกล้ 0.2 ซึ่งต่ำกว่าระดับ 0.6 ที่เขาระบุว่าเป็นจุดต่ำสุดในอดีต สำหรับผู้ซื้อขาย ความเสี่ยงสำคัญคือการปรับฐานของหุ้นสหรัฐฯ สภาพคล่องที่ตึงตัว และการบังคับปิดสถานะที่ใช้เลเวอเรจ ส่วนสถานการณ์ราคา 10,000 ดอลลาร์ขึ้นอยู่กับการร่วงลงอย่างหนักของตลาดหุ้นและไม่ใช่สิ่งที่แน่นอน
Bearish
BitcoinCrypto marketUS stocksBitcoin ETFsMarket outlook

ผลตอบแทนของ Curve เพิ่มขึ้นเมื่อขยายวงเงินของ Llamalend

อัปเดตของ Curve ในสัปดาห์ที่ 42–43 แสดงให้เห็นว่าผลตอบแทน DeFi เปลี่ยนแปลง และตัวเลือกการกู้ยืมบน Llamalend ขยายตัว ในสัปดาห์ที่ 42 ค่า APR ที่คำนวณจากแบบจำลองอยู่ที่ 9.1% สำหรับพูล USDC/USG และ 8.8% สำหรับ frxUSD/USG นอกจากนี้ Curve ยังเปิดตัวตลาด Llamalend v2 แห่งแรกที่มีโทเค็น LP เป็นหลักประกัน ทำให้ผู้ใช้กู้ crvUSD โดยใช้ reUSD/sfrxUSD เป็นหลักประกันได้ โดยกำหนดวงเงินเริ่มต้นไว้ที่ 3 ล้าน crvUSD ในสัปดาห์ที่ 43 ค่า APR ของพูล Curve ที่เลือกมารายงานอยู่ที่ 13.4% สำหรับ sUSG/reUSD และ 10.0% สำหรับ frxUSD/sUSDai ค่า APR โดยประมาณจากการใช้เลเวอเรจ 20 เท่าอยู่ที่ 37.1% สำหรับ syrupUSDC และ 35.0% สำหรับ sDOLA แต่เลเวอเรจอาจทำให้ผลขาดทุนและความเสี่ยงในการถูกบังคับชำระบัญชีเพิ่มขึ้น อัตราอื่นที่รายงาน ได้แก่ 3.0% สำหรับ ETH+/WETH และ 5.7% สำหรับ TriPool crvUSD/WETH/CRV ผลตอบแทนที่คำนวณจากแบบจำลองหรือประมาณการเหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้ ไม่ได้รับการรับประกัน และไม่ใช่การจัดอันดับที่ปรับตามความเสี่ยง Curve DAO อนุมัติให้เพิ่มวงเงินกู้ของตลาด sDOLA บน Llamalend v2 จาก 12.4 ล้านเป็น 25 ล้าน crvUSD โดยมี crvUSD ถูกกู้ไปแล้วประมาณ 9.4 ล้าน ข้อเสนอแยกต่างหากเพื่อเพิ่มวงเงินตลาด sreUSD จาก 30 ล้านเป็น 60 ล้าน crvUSD ยังเปิดให้ลงคะแนน โดยมีกำหนดสิ้นสุดการลงคะแนนในวันที่ 29 ตุลาคม จากสัปดาห์ที่ 42 ถึงสัปดาห์ที่ 43 TVL ของ Llamalend เพิ่มจาก 249 ล้านดอลลาร์เป็น 257 ล้านดอลลาร์ ขณะที่หนี้ในตลาดการสร้างเหรียญ crvUSD เพิ่มจาก 67 ล้านดอลลาร์เป็น 68.2 ล้านดอลลาร์ ราคา crvUSD ตามออราเคิลขยับขึ้นจาก 0.9997 ดอลลาร์เป็น 0.9998 ดอลลาร์ ผลตอบแทนและเงื่อนไขการให้กู้ยืมของ Curve ยังคงขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของตลาด ข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง และความเสี่ยงจากหลักประกัน
Neutral
Curve FinanceDeFi yieldsLlamalendcrvUSDLiquidity pools

Meteora สร้างส่วนแบ่งสภาพคล่องสำหรับมีมคอยน์บน Solana

Meteora กำลังเสริมความแข็งแกร่งให้กับสถานะของตนในฐานะแหล่งสภาพคล่องสำหรับมีมคอยน์บน Solana ปริมาณการซื้อขายรายสัปดาห์ฟื้นตัวจากราว 630 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงต้นเดือนสิงหาคม เป็นประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เมื่อไม่นานมานี้ มีมคอยน์คิดเป็น 30%–45% ของปริมาณซื้อขาย และมากกว่า 90% ของรายได้โปรโตคอล Meteora รองรับการซื้อขายมีมคอยน์บน Solana ของ Fomo ราว 30% และโดยทั่วไปมีส่วนแบ่ง 25%–35% ของปริมาณซื้อขายมีมคอยน์ที่ส่งผ่าน Jupiter ตัวเลขล่าสุดช่วยให้เห็นบทบาทของแพลตฟอร์มในตลาดชัดเจนขึ้น โดย Pump ยังคงเป็นแหล่งซื้อขายชั้นนำ ด้วยส่วนแบ่งเกือบ 70% เมื่อไม่นับ propAMM ขณะที่ Meteora ดึงดูดการซื้อขายโทเคนที่เติบโตพ้นช่วงเปิดตัวบนแพลตฟอร์มเริ่มต้นแล้ว พูล DLMM ของ Meteora ใช้สภาพคล่องแบบกระจุกตัวและค่าธรรมเนียมที่ปรับตามความผันผวนเพื่อแข่งขันแย่งชิงธุรกรรม การวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ยังระบุว่ามี MET ราว 128 ล้านเหรียญ หรือ 23% ของอุปทานหมุนเวียน ถูกนำไปสเตก และประเมินมูลค่าโทเคนแบบปรับลดเต็มที่ไว้ที่ประมาณ 370 ล้านดอลลาร์สหรัฐ DLMM Pro อาจช่วยให้ Meteora ดึงดูดโครงการต่าง ๆ ได้ตั้งแต่ช่วงต้นของวงจรการซื้อขาย การเติบโตอาจสนับสนุนแนวโน้มของ MET แต่โอกาสของโทเคนยังขึ้นอยู่กับความต้องการมีมคอยน์ การแข่งขันจาก Raydium และ PumpSwap รวมถึงความเต็มใจรับความเสี่ยงโดยรวมของตลาด
Bullish
MeteoraSolana DEXMeme coinsDeFi liquidityTrading volume

ผลตอบแทนพันธบัตรฝรั่งเศสพุ่งสูงสุดในรอบ 24 ปี ขณะที่ความเสี่ยงด้านหนี้เพิ่มขึ้น

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรฝรั่งเศสเพิ่มขึ้นจาก 5.002% เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ไปแตะระดับสูงสุดที่ 5.142% เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002 ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 5.04% ในวันที่ 23 ตุลาคม ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนเมื่อเทียบกับพันธบัตรเยอรมันกว้างขึ้นจากราว 157 เป็น 177 จุดเบสิกพอยต์ ซึ่งเป็นระดับกว้างที่สุดนับตั้งแต่ปี 2011 การเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรฝรั่งเศสสะท้อนความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับฐานะการคลังและความไม่แน่นอนทางการเมือง ไม่ใช่สัญญาณว่าจะผิดนัดชำระหนี้ในเร็ว ๆ นี้หรือสูญเสียการเข้าถึงตลาด หนี้สาธารณะของฝรั่งเศสอยู่ที่ประมาณ 3.6 ล้านล้านยูโร หรือราว 119% ของ GDP กระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าหนี้จะอยู่ที่ 119.3% ของ GDP ในปี 2026 และ 121.7% ในปี 2027 ขณะที่คาดว่าการขาดดุลงบประมาณในปีนี้จะอยู่ที่ 5.4% สูงกว่าเกณฑ์อ้างอิง 3% ของสหภาพยุโรป การสนับสนุนจากรัฐสภาต่องบประมาณปี 2027 ซึ่งรวมมาตรการด้านการคลังใหม่มูลค่า 43,000 ล้านยูโร ยังไม่แน่นอน ฝรั่งเศสมีแผนออกพันธบัตรระยะกลางและระยะยาวประมาณ 340,000 ล้านยูโรในปี 2027 และคาดว่าค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยของภาครัฐจะเพิ่มจาก 79,200 ล้านยูโรในปีนี้เป็น 91,200 ล้านยูโรในปีหน้า ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นอาจจำกัดการใช้จ่ายของรัฐบาล และส่งผลต่อสินเชื่อที่อยู่อาศัยกับการจัดหาเงินทุนของภาคธุรกิจ กิจกรรมทางธุรกิจก็กำลังอ่อนแรงลงเช่นกัน โดยดัชนี PMI รวมเบื้องต้นของเดือนตุลาคมลดลงจาก 51.1 มาอยู่ที่ 48.4 สำหรับนักเทรดคริปโทเคอร์เรนซี ความเกี่ยวข้องหลักเป็นผลทางอ้อม กล่าวคือแรงกดดันที่ยืดเยื้อต่อตลาดฝรั่งเศสและยุโรปอาจเพิ่มความไม่อยากเสี่ยงและความผันผวนของสินทรัพย์ทั่วโลก แต่ข่าวนี้ไม่ได้ส่งสัญญาณโดยตรงต่อคริปโทเคอร์เรนซีใดโดยเฉพาะ
Neutral
French bond yieldsFrance public debtEuropean bond marketFiscal policyMarket risk

กฎหมาย GENIUS ยังคงห้ามให้ผลตอบแทนจากสเตเบิลคอยน์ และยังไม่ชัดเจนเรื่องรางวัล

กฎฉบับสุดท้ายของ OCC ภายใต้กฎหมาย GENIUS ยังคงห้ามผู้ออกเหรียญจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ใช้เพียงเพราะผู้ใช้ถือครอง ใช้ หรือคงการถือครองเพย์เมนต์สเตเบิลคอยน์ไว้ อย่างไรก็ตาม กฎดังกล่าวยกเลิกข้อสันนิษฐานที่เสนอไว้ว่า การจัดการบางรูปแบบซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้ออกเหรียญ บริษัทในเครือ และผู้จัดจำหน่ายบุคคลที่สามเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ต่อไปนี้จะประเมินผลตอบแทนจากสเตเบิลคอยน์เป็นรายกรณี ทำให้โครงการต่าง ๆ ไม่มีหลักประกันความปลอดภัยที่ชัดเจน กฎนี้มีผลบังคับใช้วันที่ 18 มกราคม 2027 ข้อกำหนดนี้ใช้กับผู้ออกเพย์เมนต์สเตเบิลคอยน์ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ ทั้งในสหรัฐฯ และต่างประเทศ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ OCC ผู้ออกเหรียญต่างชาติต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความเทียบเท่าและการจดทะเบียนของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ผู้ออกเหรียญต้องถือครองเงินสำรองที่ได้รับอนุญาตซึ่งมีมูลค่าอย่างน้อย 1:1 เทียบกับโทเคนของตน และกำหนดนโยบายการไถ่ถอนที่ดำเนินการได้ทันเวลา กฎนี้ไม่ได้ยกเว้นโครงการผลตอบแทนที่จัดตั้งขึ้นก่อนกฎหมาย สำหรับเทรดเดอร์ การกำกับดูแลผลตอบแทนจากสเตเบิลคอยน์ยังคงเป็นประเด็นไม่แน่นอนที่สำคัญ โครงการที่เชื่อมโยงกับการแจกจ่าย USDC และผลตอบแทน PYUSD ของ PayPal อาจถูกตรวจสอบ เช่นเดียวกับข้อเสนออย่างผลตอบแทน USDC ของ Coinbase One และผลตอบแทน Kraken+ ที่เชื่อมโยงกับ USDG การปฏิบัติตามกฎจะขึ้นอยู่กับโครงสร้างของแต่ละโครงการและวิธีที่หน่วยงานกำกับดูแลบังคับใช้กฎ กระทรวงการคลัง ธนาคารกลางสหรัฐฯ และ FDIC ยังคงจัดทำกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง กลุ่มในอุตสาหกรรมคริปโตยินดีกับการที่ OCC ถอนข้อสันนิษฐานที่เสนอไว้ ขณะที่กลุ่มธนาคารกล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้มาตรการป้องกันเงินฝากไหลออกอ่อนแอลง Independent Community Bankers of America ประเมินว่า การใช้สเตเบิลคอยน์อย่างแพร่หลายอาจทำให้การปล่อยสินเชื่อของธนาคารชุมชนลดลงอย่างน้อย 850 พันล้านดอลลาร์ในท้ายที่สุด งานศึกษาของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจทำเนียบขาวซึ่งใช้สมมติฐานต่างออกไป ประเมินว่าการห้ามผลตอบแทนจากสเตเบิลคอยน์จะเพิ่มการปล่อยสินเชื่อของธนาคารประมาณ 2.1 พันล้านดอลลาร์ในกรณีฐาน ธนาคารอาจแข่งขันกับเงินฝากในรูปแบบโทเคนที่ให้ดอกเบี้ยได้เช่นกัน ซึ่งยังคงเป็นเงินฝากธนาคาร ไม่ใช่เพย์เมนต์สเตเบิลคอยน์ สำหรับตลาดคริปโต ผลกระทบในระยะใกล้น่าจะเป็นความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลตอบแทนจากสเตเบิลคอยน์และแรงจูงใจของผู้ใช้ ส่วนผลกระทบระยะยาวจะขึ้นอยู่กับการตีความและการบังคับใช้กฎระเบียบ
Neutral
GENIUS ActStablecoinsStablecoin rewardsUS bankingTokenized deposits

วิเคราะห์ราคาคริปโท: ระดับแนวรับสำคัญกำลังเผชิญแรงกดดัน

การวิเคราะห์ราคาคริปโทเคอร์เรนซีแสดงให้เห็นว่า ETH, XRP, ADA และ HYPE ยังคงอ่อนแอ ขณะที่ BNB เป็นเหรียญเดียวในกลุ่มที่ปิดสัปดาห์ล่าสุดในแดนบวก ข้อมูลอัปเดตล่าสุดระบุว่า ETH ลดลง 2% และกำลังทดสอบระดับ 2,400 ดอลลาร์ โดยบทวิเคราะห์ก่อนหน้าเตือนว่า หากราคาหลุดระดับนี้อย่างต่อเนื่อง อาจเปิดทางให้ทดสอบแนวรับบริเวณ 2,000 ดอลลาร์ XRP อยู่ใกล้ 1.30 ดอลลาร์ หลังลดลงเกือบ 25% จาก 1.60 ดอลลาร์ โดยตลาดจับตาระดับ 1.00 ดอลลาร์ หากผู้ซื้อไม่สามารถปกป้องแนวรับได้ ADA ลดลง 6% และหลุดระดับ 0.23 ดอลลาร์ ซึ่งตอนนี้อาจกลายเป็นแนวต้าน ขณะที่เทรดเดอร์จับตาระดับ 0.20 ดอลลาร์ด้านล่าง BNB เพิ่มขึ้น 2% หลังยืนเหนือ 690 ดอลลาร์ได้ และกำลังเผชิญแนวต้านใกล้ 800 ดอลลาร์ แนวโน้มก่อนหน้านี้เตือนว่าความอ่อนแอในตลาดโดยรวมอาจกดดันให้ราคาลงไปใกล้ 600 ดอลลาร์ HYPE ลดลง 3% และปรับตัวลงเป็นสัปดาห์ที่สี่ติดต่อกัน โดยกำลังทดสอบระดับ 76 ดอลลาร์ หากหลุดระดับนี้ แนวรับจะอยู่ใกล้ 63 ดอลลาร์ ส่วนบทวิเคราะห์ก่อนหน้าระบุว่า 97 ดอลลาร์อาจเป็นแนวต้านหากราคาดีดตัวขึ้น โดยรวมแล้ว การวิเคราะห์ราคาคริปโทเคอร์เรนซียังคงมุ่งเน้นว่าผู้ซื้อจะปกป้องระดับเหล่านี้ได้หรือไม่ หรือราคาจะลดลงต่อ การเคลื่อนไหวของราคาล่าสุดทำให้แนวโน้มระยะสั้นยังคงระมัดระวัง และยังไม่ได้ยืนยันว่าปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยนแปลงไป
Bearish
Crypto price analysisEthereumXRPAltcoinsTechnical support

CoinDCX รายงานผลขาดทุน 16 ล้านดอลลาร์; Coinbase Ireland ถูกปรับ

CoinDCX รายงานผลขาดทุนจากการดำเนินงานประมาณ 16 ล้านดอลลาร์ หลังจากกระบวนการย้ายเงินฝากจากที่อยู่กระเป๋าเงินเก่าที่เคยถูกเจาะระบบล้มเหลว การเปิดเผยดังกล่าวเกิดขึ้นหลังมีรายงานบนบล็อกเชนว่า USDT ราว 15.8 ล้านดอลลาร์และ TRX เกือบ 5,800 เหรียญถูกโอนไปยังเว็บเทรดอื่นและที่อยู่ซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่ม Huione ตอนแรก CoinDCX ระบุว่าการโอนเงินไม่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์ม ก่อนจะชี้แจงในภายหลังว่าผู้ใช้บางรายฝากเงินไปยังที่อยู่ที่เลิกใช้งานแล้ว และกระบวนการกวาดรวมเงินเพื่อย้ายไปยังที่อยู่ใหม่เกิดความล้มเหลว บริษัทระบุว่าได้บันทึกยอดเงินฝากที่ได้รับผลกระทบเข้าบัญชีผู้ใช้แล้ว และเงินของลูกค้ายังคงปลอดภัย อย่างไรก็ตาม คำชี้แจงที่เปลี่ยนไปทำให้เกิดเสียงวิจารณ์เรื่องความโปร่งใสและความปลอดภัยของเว็บเทรดคริปโต อีกกรณีหนึ่ง ธนาคารกลางไอร์แลนด์ปรับ Coinbase Ireland เป็นเงิน 3.25 ล้านยูโร จากข้อบกพร่องด้านการดูแลรักษาสินทรัพย์และการจ้างบุคคลภายนอกในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2020 ถึงเดือนสิงหาคม 2025 หน่วยงานกำกับดูแลระบุถึงการพึ่งพาบริษัทแม่ของ Coinbase ในสหรัฐฯ มากเกินไป การขาดความเชี่ยวชาญในประเทศอย่างเพียงพอ และบัญชีคุ้มครองสินทรัพย์ที่มีเงินไม่เพียงพอเป็นเวลานาน Coinbase ระบุว่าลูกค้าไม่ได้รับความเสียหาย และบริษัทได้เสริมความเข้มงวดของการควบคุมแล้ว นี่เป็นค่าปรับครั้งที่สองของ Coinbase ในไอร์แลนด์ภายใน 11 เดือน หลังจากถูกปรับเป็นเงินจำนวนมากกว่าในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการฟอกเงิน เหตุการณ์ทั้งสองทำให้เทรดเดอร์กลับมากังวลเรื่องความปลอดภัยของเว็บเทรด การคุ้มครองสินทรัพย์ของลูกค้า และการปฏิบัติตามกฎระเบียบอีกครั้ง
Neutral
CoinDCXCoinbaseCrypto securityRegulationUSDT

Geth 1.17.10 เลื่อนฮาร์ดฟอร์ก Amsterdam ของ Hoodi

Geth 1.17.10 เลื่อนการฮาร์ดฟอร์ก Amsterdam บนเครือข่ายทดสอบ Hoodi ของ Ethereum ซึ่งเดิมกำหนดไว้ในวันที่ 26 ตุลาคม 2026 เวลา 17:42:48 UTC ผู้ให้บริการโหนด Hoodi ที่ใช้ Geth 1.17.9 ควรอัปเกรดก่อนเวลาเปิดใช้งานเดิม โดยจะประกาศวันใหม่ในการเผยแพร่รุ่นถัดไป เครือข่ายอื่นไม่ได้รับผลกระทบ Geth 1.17.9 รุ่นก่อนหน้าได้เตรียม Hoodi สำหรับการฮาร์ดฟอร์ก โดยมีการปรับปรุงประสิทธิภาพ EVM แก้ไขปัญหาฐานข้อมูลและเครือข่าย เพิ่มการตั้งค่าประวัติธุรกรรมสำหรับโหนด Archive และปรับปรุงความเข้ากันได้ด้านอื่น ๆ Geth 1.17.10 ยังเพิ่มการเปลี่ยนไปใช้โปรโตคอล snap/2 โดยอัตโนมัติหลัง Amsterdam เปิดใช้งาน โดยยังมีตัวควบคุมแบบกำหนดเองให้เลือกใช้ และปรับปรุงการจัดการคำสั่ง DUP/SWAP นี่คือการอัปเดตเครือข่ายทดสอบและซอฟต์แวร์ไคลเอนต์ ไม่ใช่การเปิดใช้งานฮาร์ดฟอร์กของ Ethereum บนเครือข่ายหลัก
Neutral
GethEthereumHoodi testnetAmsterdam forkClient software

NEAR เพิ่มมาร์จินแบบครอสในสัญญา Perpetual ของ Hyperliquid

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม NEAR ได้เพิ่มฟีเจอร์มาร์จินแบบ Cross Margin ให้กับอินเทอร์เฟซซื้อขายสัญญา Perpetual ที่ขับเคลื่อนด้วย Hyperliquid ฟีเจอร์นี้เปิดให้สถานะที่เข้าเกณฑ์ใช้ยอดคงเหลือสำหรับ Perpetual ร่วมกันได้ แทนการแยกหลักประกันสำหรับแต่ละสถานะ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินทุน อินเทอร์เฟซแสดงตลาดมากกว่า 50 แห่งและระบุว่าใช้เลเวอเรจได้สูงสุด 40 เท่า แต่ขีดจำกัดจริงจะแตกต่างกันตามสินทรัพย์และขนาดสถานะ บุคคลสหรัฐฯ และผู้ใช้ในเขตอำนาจศาลอื่นที่มีข้อจำกัดไม่สามารถใช้บริการได้ Cross Margin ยังหมายความว่าการขาดทุนจากสถานะหนึ่งอาจลดหลักประกันที่รองรับสถานะอื่น ๆ ได้ Hyperliquid อาจบังคับชำระบัญชีสถานะหากส่วนของผู้ถือบัญชีลดต่ำกว่าข้อกำหนดมาร์จินรักษาสถานะ หากการชำระบัญชีผ่านสมุดคำสั่งซื้อขายไม่สำเร็จและส่วนของผู้ถือบัญชีลดลงต่ำกว่าสองในสามของมาร์จินรักษาสถานะที่กำหนด กองทุนสำรองอาจเข้ารับช่วงสถานะ Cross Margin และหลักประกันที่ใช้ร่วมกัน NEAR ระบุว่าผู้ใช้จะได้รับบัญชีซื้อขาย Hyperliquid แยกเฉพาะ และการฝากกับถอนเงินเป็นความลับ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้ไม่ได้ยืนยันว่าคำสั่งซื้อขาย สถานะ หรือการคำนวณความเสี่ยงถูกซ่อนไว้ และไม่มีการอ้างถึงการตรวจสอบกระบวนการซื้อขายทั้งหมดโดยหน่วยงานอิสระ NEAR ไม่ได้รายงานจำนวนผู้ใช้ ปริมาณการซื้อขาย หรือยอดหลักประกันรวม การเปิดตัว Cross Margin ช่วยขยายบริการ Perpetual ของ NEAR แต่ยังไม่มีการยืนยันการใช้งานจริง มาตรการคุ้มครองความเป็นส่วนตัว หรือผลกระทบต่อตลาด
Neutral
NEARCross MarginHyperliquidPerpetual FuturesCrypto Privacy

การเติบโตของ RWA และสเตเบิลคอยน์เผชิญกับความเสี่ยงจากการแปลงเป็นโทเคน

ตลาด RWA และ stablecoin ส่งสัญญาณที่หลากหลายในช่วงสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 16 และ 23 ตุลาคม 2026 มูลค่า RWA บนเชนลดลงจาก 39.18 พันล้านดอลลาร์เหลือ 38.99 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่จำนวนผู้ถือเพิ่มขึ้นเป็น 5.302 ล้านราย มูลค่าตลาดของ stablecoin ลดลงเหลือ 290.28 พันล้านดอลลาร์ แต่ปริมาณการโอนรายเดือนฟื้นตัวขึ้นเป็น 10.31 ล้านล้านดอลลาร์ จาก 6.44 ล้านล้านดอลลาร์ USDS เติบโต 3.45% ขณะที่ USDC ลดลง 4.62% ซึ่งเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เทรดเดอร์อาจติดตามเพื่อประเมินสภาพคล่องที่เปลี่ยนไป กิจกรรมด้านกฎระเบียบและสถาบันยังคงช่วยขยายโครงสร้างพื้นฐานของ RWA และ stablecoin หน่วยงานกำกับดูแลของสหภาพยุโรปเดินหน้ากฎเกี่ยวกับหลักประกันที่แปลงเป็นโทเคน กำหนดให้ USDC เป็นโทเคนเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่มีนัยสำคัญภายใต้ MiCA และหน่วยงานเนเธอร์แลนด์ออกใบอนุญาตให้ Qivalis พัฒนา stablecoin สกุลยูโรที่มีธนาคาร 37 แห่งหนุนหลัง ต่อมามีบริษัทสามแห่งวางแผนสร้างแพลตฟอร์มหลักทรัพย์ที่แปลงเป็นโทเคนในสหรัฐฯ ภายใต้ข้อยกเว้นด้านนวัตกรรมของ SEC และกฎ stablecoin ฉบับสมบูรณ์ของ OCC มีกำหนดมีผลในเดือนมกราคม 2027 HSBC เปิดตัว RedCoin ซึ่งเป็น stablecoin ที่ผูกกับดอลลาร์ฮ่องกงในฮ่องกง ขณะที่กำลังเตรียมโครงการนำร่องด้านสินเชื่อโดยใช้ใบรับรองคลังสินค้าโภคภัณฑ์ที่แปลงเป็นโทเคน โครงการด้านการชำระเงิน สินทรัพย์ที่แปลงเป็นโทเคน และการซื้อขายก็คืบหน้าเช่นกัน Ant International เข้าลงทุนในกองทุนเงินหยวนดิจิทัล ส่วน Ant Digital Technologies และ HSBC ทดลองการชำระเงินของเอเจนต์ AI โดยใช้เงินฝากที่แปลงเป็นโทเคน JPMorgan ขยาย JPM Coin ไปยัง Ethereum สำหรับลูกค้าสถาบัน โทเคนหุ้นของ Robinhood กลายเป็นหลักประกันบน Morpho ขณะที่ Robinhood, Bybit และบริษัทอื่น ๆ ศึกษาการแปลงหุ้นเป็นโทเคน อย่างไรก็ตาม บริษัทจดทะเบียน 16 แห่ง รวมถึง Microsoft และ Alphabet คัดค้านการซื้อขายหุ้นของตนบนแพลตฟอร์มแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน OKX-ICE ซึ่งตอกย้ำความเสี่ยงด้านความยินยอมของผู้ออกหลักทรัพย์และกฎระเบียบ Standard Chartered, Ripple, Visa, Stripe และ Mastercard ยังเดินหน้าบริการรับฝาก ชำระราคา หรือชำระเงินด้วย stablecoin ด้วย เงินทุนสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน RWA ประกอบด้วย 10 ล้านดอลลาร์สำหรับ Fission และ 8 ล้านดอลลาร์สำหรับผู้พัฒนา Multiliquid โดยรวมแล้ว การนำ RWA ไปใช้และกิจกรรมการชำระเงินด้วย stablecoin กำลังเดินหน้า แต่ความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพคล่อง ความยินยอมของผู้ออกหลักทรัพย์ กฎระเบียบ และการยอมรับของตลาดยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญสำหรับเทรดเดอร์
Neutral
RWAStablecoinsTokenised SecuritiesRegulationInstitutional Adoption

ออปชันบนเชนเติบโตขึ้น ขณะที่ DEX สำหรับสัญญา Perp ขยายตัว

ตลาดออปชันบนเชนกำลังขยายตัว เนื่องจากเทรดเดอร์คริปโตมองหากลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงและรับมือกับความผันผวน ขณะที่ DEX สัญญาเพอร์เพทชวลเริ่มเข้าสู่ตลาดออปชัน ออปชัน Bitcoin เพิ่มขึ้นจนคิดเป็น 58.9% ของสถานะคงค้างในอนุพันธ์ Bitcoin จากราว 50% เมื่อต้นปี มูลค่าซื้อขายตามมูลค่าอ้างอิงรายไตรมาสของออปชันบนเชนเพิ่มจาก 1.698 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาส 4 เป็น 8.367 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาส 3 ขณะที่ปริมาณซื้อขายเพอร์เพทชวลลดจาก 36.29 ล้านล้านดอลลาร์เหลือ 17.12 ล้านล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ การเปรียบเทียบแยกต่างหากในช่วง 30 วันจนถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2026 ระบุว่าปริมาณซื้อขายออปชันอยู่ที่ประมาณ 4.9 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับ 627 พันล้านดอลลาร์สำหรับ DEX เพอร์เพทชวล ซึ่งสะท้อนช่องว่างด้านขนาดอย่างชัดเจน ตัวเลขล่าสุดชี้ว่าตลาดกำลังเติบโต ขณะที่การวิเคราะห์ก่อนหน้านี้เน้นอุปสรรคเชิงโครงสร้างและความเชื่อมโยงที่อาจเกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มเพอร์เพทชวล Hyperliquid กำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านออปชันผ่าน HIP-4 โดย Hypercall ซึ่งเป็นโปรโตคอลในระบบนิเวศของบริษัท มียอดซื้อขายตามมูลค่าอ้างอิง 536 ล้านดอลลาร์ในเดือนกันยายน Lighter เปิดตัวออปชันไบนารีระยะสั้นสำหรับ BTC และ ETH พร้อมแผนพัฒนาไปสู่ออปชันยุโรปมาตรฐาน ส่วน Variational วางแผนให้บริการออปชันสำหรับสถาบัน ผลิตภัณฑ์ที่มีโครงสร้าง และอนุพันธ์ OTC Derive ยังคงครองตลาด โดยมีสถานะคงค้างราว 2.07 พันล้านดอลลาร์ จากยอดรวม 2.19 พันล้านดอลลาร์ของทั้งภาคส่วน Paradex ยังได้ใช้ประโยชน์จากสภาพคล่องแบบบล็อกจากสถาบันด้วย แพลตฟอร์มเพอร์เพทชวลอาจช่วยให้ผู้ขายออปชันป้องกันความเสี่ยงได้ด้วยสภาพคล่องที่ลึกกว่าและการใช้หลักประกันร่วมกัน ขณะที่ออปชันช่วยจำกัดความเสี่ยงจากการถูกบังคับปิดสถานะ โดยแลกกับการจ่ายค่าพรีเมียม การวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังของ BTC ระบุว่าโพซิชันเพอร์เพทชวลที่ใช้เลเวอเรจ 10 เท่าและถือไว้ 180 วันมีโอกาสถูกบังคับปิด 47% อย่างไรก็ตาม สภาพคล่องที่กระจัดกระจาย ต้นทุนการป้องกันความเสี่ยง ความต้องการเงินทุน และความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ยังคงเป็นอุปสรรค โดยเฉพาะสินทรัพย์นอกเหนือจาก BTC และ ETH การขยายตัวของออปชันบนเชนสะท้อนความสนใจที่เพิ่มขึ้นต่อการบริหารความเสี่ยงในตลาดคริปโต แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะส่งผลโดยตรงต่อราคาโทเคนอย่างไร
Neutral
On-chain optionsPerpetual DEXCrypto derivativesDeFiRisk management

รายได้ของ Meta พุ่งขึ้น 26% ขณะที่การใช้จ่ายด้าน AI กดดันกระแสเงินสด

รายได้ของ Meta ในไตรมาสที่ 3 เพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับปีก่อน แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 64,600 ล้านดอลลาร์ และสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่หุ้นของบริษัทปรับลดลง ขณะที่นักลงทุนประเมินต้นทุนการลงทุนด้าน AI เทียบกับผลตอบแทน รายได้จากการดำเนินงานลดลง 37% เหลือ 12,990 ล้านดอลลาร์ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย 9,890 ล้านดอลลาร์ หากไม่รวมรายการนี้ รายได้จากการดำเนินงานจะอยู่ที่ประมาณ 22,880 ล้านดอลลาร์ รายจ่ายลงทุนและการชำระค่าเช่าทางการเงินรวม 34,910 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้กระแสเงินสดอิสระติดลบ 2,120 ล้านดอลลาร์ แม้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานจะอยู่ที่ 32,790 ล้านดอลลาร์ Meta ปรับเพิ่มกรอบล่างของประมาณการรายจ่ายลงทุนปี 2026 อีก 5,000 ล้านดอลลาร์ เป็นช่วง 135,000–145,000 ล้านดอลลาร์ และคาดการณ์รายได้ไตรมาสที่ 4 ไว้ที่ 73,000–76,000 ล้านดอลลาร์ ธุรกิจโฆษณายังคงแข็งแกร่ง โดยจำนวนการแสดงผลเพิ่มขึ้น 10% ราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 14% และรายได้จากโฆษณาเพิ่มขึ้น 26% Meta ยังเสนอให้จัดสรรหุ้น Class C ที่ไม่มีสิทธิออกเสียงแก่ผู้ถือหุ้นปัจจุบัน โดยคาดว่าแผนจะมีผลในเดือนมกราคม 2027 การจัดสรรหุ้นดังกล่าวจะไม่ทำให้บริษัทได้รับเงินสด และจะไม่ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นลดลงโดยอัตโนมัติ นักลงทุนจะจับตาว่าการใช้จ่ายด้าน AI ของ Meta จะสร้างรายได้ กำไร และกระแสเงินสดที่ยั่งยืนได้หรือไม่ ควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจโฆษณาและรายจ่ายลงทุน
Neutral
MetaAI investmentCapital expenditureCash flowAdvertising

รูปแบบจุดต่ำสุดช่วงกลางวัฏจักรของบิตคอยน์อาจกำลังพังทลาย

รูปแบบในอดีตที่ Bitcoin มักแตะจุดต่ำสุดในช่วงใกล้การเลือกตั้งกลางเทอมอาจไม่เกิดขึ้นซ้ำในปี 2026 ในปี 2015, 2018 และ 2022 Bitcoin แตะจุดต่ำสุดสำคัญของตลาดขาลงหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ 71, 38 และ 13 วันตามลำดับ ปีนี้จุดต่ำสุดที่บันทึกได้จนถึงขณะนี้อยู่ที่ 57,850 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม หรือ 125 วันก่อนการลงคะแนนในวันที่ 3 พฤศจิกายน ณ วันที่ 22 ตุลาคม Bitcoin ฟื้นตัวขึ้นประมาณ 40% มาอยู่ที่ราว 81,455 ดอลลาร์ แม้จะลดลงประมาณ 6% ในช่วง 30 วันก่อนหน้า การวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ระบุว่า ผลตอบแทนของ Bitcoin ในไตรมาสที่สี่เป็นลบในปีที่เกิดจุดต่ำสุดของวัฏจักรดังกล่าว ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีไม่มีรูปแบบที่สอดคล้องกันอย่างชัดเจน การเปรียบเทียบครั้งใหม่พบว่า Bitcoin ลดลงประมาณ 29% และ 37% ในช่วงหกเดือนก่อนการเลือกตั้งปี 2018 และ 2022 ผลการดำเนินงานของ QQQ แตกต่างกันไป และทั้ง Bitcoin กับ QQQ ต่างลดลงประมาณ 6% ในช่วง 30 วัน ส่วนในช่วง 90 วัน Bitcoin เพิ่มขึ้น 26% เทียบกับ QQQ ที่เพิ่มขึ้น 3% ข้อมูลนี้ชี้ว่าวัฏจักรตลาดเฉพาะของ Bitcoin รวมถึงวัฏจักรอุปทานที่ขับเคลื่อนโดยการลดรางวัลขุด (halving) เป็นคำอธิบายที่มีน้ำหนักมากกว่าผลกระทบโดยตรงจากการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ตัวอย่างในอดีตเพียงสามครั้งยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันเป็นกฎเกณฑ์ที่เชื่อถือได้ สำหรับเทรดเดอร์ ต้นทุนเฉลี่ยของผู้ถือ Bitcoin ระยะสั้นซึ่งอยู่ใกล้ 73,000 ดอลลาร์ยังเป็นระดับที่ควรจับตา หากราคาหลุดลงไปต่ำกว่าระดับนี้อย่างต่อเนื่อง ผู้ซื้อรายใหม่อาจขาดทุนและแรงขายอาจเพิ่มขึ้น การมีส่วนร่วมของสถาบัน กระแสเงินทุนในกองทุน ETF Bitcoin แบบสปอต และสภาพคล่องก็อาจทำให้วัฏจักรนี้แตกต่างออกไป แม้ในอดีตความอ่อนแอหลังการเลือกตั้งกลางเทอมจะเกิดขึ้นก่อนการปรับขึ้นที่แข็งแกร่งกว่าในปีถัดมา แต่รูปแบบนี้ยังไม่แน่นอนและไม่ควรใช้เป็นการคาดการณ์ที่เชื่อถือได้
Neutral
BitcoinUS midterm electionsMarket cyclesCrypto market analysisQQQ

FOMO Bridge เพิ่มการสวอปในเวลาไม่ถึงหนึ่งวินาทีและการกำหนดเส้นทางที่เร็วขึ้น

FOMO เริ่มเปิดให้ใช้งาน FOMO Bridge ต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นบริดจ์ข้ามเชนที่บริษัทพัฒนาขึ้นเอง พร้อมกับเราเตอร์ซื้อขายที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท บริษัทระบุว่า FOMO Bridge สามารถทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งวินาที และดำเนินการซื้อขายได้เร็วกว่าโซลูชันอื่นสูงสุด 50% โดยลดการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานภายนอก เช่น Relay ผลการทดสอบที่รายงานระบุว่า เวลาซื้อจาก SOL ไปยัง Base ลดลงจาก 1.083 วินาทีเหลือ 0.583 วินาที หรือลดลง 46% ข้อมูลจาก Dune ระหว่างวันที่ 15–21 ตุลาคมแสดงให้เห็นว่า FOMO Bridge เร็วกว่าบริดจ์ของ Pump.fun ในการทดสอบเส้นทาง Solana–Robinhood สี่ครั้ง รวมถึงช่วงที่มีปริมาณการใช้งานสูง FOMO ยังรายงานว่ามีธุรกรรมประมาณ 4.27 ล้านรายการบนเส้นทางเหล่านี้ในช่วง 30 วัน เทียบกับประมาณ 439,000 รายการของ Pump.fun ผลลัพธ์เหล่านี้ไม่สามารถเปรียบเทียบโดยตรงกับการทดสอบแยกต่างหากของ Pump.fun ซึ่งบันทึกเวลาซื้อเฉลี่ย 1.95 วินาทีผ่านบริดจ์ของตน และ 3.88 วินาทีผ่าน Relay จากผลการทดสอบมากกว่า 400,000 รายการ FOMO ระบุว่าเราเตอร์ของบริษัทช่วยปรับปรุงราคาเฉลี่ยที่ดำเนินการได้ 0.5% และเพิ่มขึ้นมากกว่า 2% ในกลุ่มธุรกรรม 10% ที่มีผลการดำเนินงานแย่ที่สุด ก่อนเปิดตัว มีการทดสอบการอัปเกรดกับกลุ่มผู้ใช้จำนวนจำกัดเป็นเวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ ข้อกล่าวอ้างเรื่องความเร็วและการดำเนินการยังไม่ได้รับการตรวจสอบโดยหน่วยงานอิสระ และแพลตฟอร์มยังไม่ได้เปิดเผยแหล่งสภาพคล่อง มาตรการรักษาความปลอดภัย หรือแนวทางจัดการการโอนที่ล้มเหลวอย่างครบถ้วน สำหรับเทรดเดอร์ การแลกเปลี่ยนข้ามเชนที่เร็วขึ้นอาจเป็นประโยชน์ในช่วงที่ตลาดผันผวน แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้พิสูจน์ว่ามีข้อได้เปรียบด้านประสิทธิภาพที่ยั่งยืนหรือมีความเสี่ยงต่ำลง การเปิดตัวครั้งนี้เป็นพัฒนาการด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่ปัจจัยกระตุ้นราคา SOL หรือตลาดคริปโตโดยรวมโดยตรง
Neutral
Cross-chain tradingSolanaBridgeTrade executionDeFi infrastructure

Bitcoin ยืนเหนือแนวรับได้ แต่โมเมนตัมที่อ่อนแอจำกัดการฟื้นตัว

หลังตลาดปรับฐาน Bitcoin อ่อนตัวลงจากประมาณ 82,800 ดอลลาร์ในวันพุธ มาอยู่ที่ราว 81,600–81,900 ดอลลาร์ในวันศุกร์ แต่ยังคงอยู่เหนือเส้น EMA 50 วัน ซึ่งอยู่ใกล้ 80,878 ดอลลาร์ ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่าโมเมนตัมอ่อนลง โดย RSI อยู่ที่ประมาณ 46–47 ขณะที่ MACD ติดลบเล็กน้อย ภาพนี้บ่งชี้ถึงการทรงตัว มากกว่าจะเป็นการกลับตัวเป็นขาขึ้นที่ได้รับการยืนยันแล้ว จึงทำให้ความคาดหวังก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการตัดขึ้นของ MACD ลดลง ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่ RSI อยู่ใกล้ 51 แนวต้านขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 85,000 ดอลลาร์ โดยการวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ระบุแนวต้านไว้ใกล้ 89,337 ดอลลาร์ และมองว่า 97,924 ดอลลาร์เป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้ หากราคาทะลุระดับดังกล่าวขึ้นไปได้อย่างต่อเนื่อง หาก Bitcoin ปิดต่ำกว่า EMA 50 วันอย่างชัดเจน เทรดเดอร์อาจจับตา EMA 100 วันใกล้ 77,528 ดอลลาร์ และ EMA 200 วันใกล้ 76,186 ดอลลาร์ในฐานะแนวรับ แนวโน้มระยะใกล้ขึ้นอยู่กับว่าฝั่งซื้อจะป้องกันแนวรับและฟื้นโมเมนตัมได้หรือไม่
Neutral
BitcoinBTC priceTechnical analysisCrypto supportEthereum and XRP

สถานะคงค้างในตลาดฟิวเจอร์ส Monero พุ่งทะลุ 300 ล้านดอลลาร์ เพิ่มความเสี่ยงในการถูกล้างพอร์ต

Monero (XMR) พุ่งขึ้นเหนือ 600 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นราคาสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม ขณะที่สถานะคงค้างของสัญญาฟิวเจอร์ส Monero ทะลุ 300 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของ SoSoValue สถานะคงค้างที่คิดเป็น XMR เพิ่มขึ้นแตะ 515,730 XMR ซึ่งสูงสุดในรอบห้าสัปดาห์ และเกือบ 30% สูงกว่าระดับเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน การใช้เลเวอเรจที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ XMR เสี่ยงต่อการกลับตัวอย่างรุนแรง ในเดือนมกราคม สถานะคงค้างเพิ่มขึ้นพร้อมกับราคา ขณะที่ XMR ขึ้นไปแตะประมาณ 790 ดอลลาร์ จากนั้นโทเคนร่วงลงต่ำกว่า 300 ดอลลาร์ภายในเวลาราว 20 วัน ท่ามกลางการบังคับปิดสถานะซื้อที่มีมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ การเปรียบเทียบนี้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงจากการถูกบังคับปิดสถานะ ไม่ได้เป็นการคาดการณ์ว่าราคาจะร่วงซ้ำแบบเดิม นักวิเคราะห์ Doctor Profit ก็เตือนถึงการสะสมสถานะเช่นกัน รายงานฉบับต่อมาระบุว่า 580 ดอลลาร์เป็นแนวรับสำคัญ หากราคาหลุดระดับนี้ อาจเกิดการบังคับปิดสถานะซื้อเพิ่มขึ้นและกดดันให้ XMR มุ่งสู่ช่วงราคา 500 ดอลลาร์ เทรดเดอร์สามารถติดตามสถานะคงค้างของฟิวเจอร์ส Monero การเคลื่อนไหวของราคา และข้อมูลการบังคับปิดสถานะจาก Coinglass ได้ โดยมีการกล่าวถึงความสนใจที่กลับมาอีกครั้งในเหรียญความเป็นส่วนตัวหลังเหตุขัดข้องที่เกี่ยวข้องกับ Qubic และความต้องการรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในตลาดโดยรวมว่าเป็นปัจจัยที่อาจหนุนการปรับขึ้นครั้งนี้
Neutral
MoneroCrypto futuresOpen interestLeveraged tradingLiquidation risk

การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ อาจเปลี่ยนนโยบายเกี่ยวกับคริปโทเคอร์เรนซี แต่ไม่เปลี่ยนแปลงราคา

การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ อาจทำให้ความคาดหวังเกี่ยวกับกฎระเบียบด้านคริปโทเคอร์เรนซีเปลี่ยนไป แต่ HTX Research ระบุว่าการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวไม่น่าจะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาด ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาดในระยะใกล้ยังคงเป็นเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และกระแสเงินลงทุน รายงานคาดว่าตลาดจะผันผวนและสินทรัพย์แต่ละประเภทจะให้ผลตอบแทนแตกต่างกันในช่วงการเลือกตั้ง มากกว่าจะปรับขึ้นเป็นวงกว้างเพียงเพราะปัจจัยทางการเมือง บทวิเคราะห์เพิ่มเติมระบุว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 25 จุดเบสิสพอยต์ในเดือนกันยายน สู่ระดับ 3.75%–4.00% ขณะที่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง เงินเยนที่แข็งค่าขึ้นอาจทำให้มีการปิดสถานะ carry trade และลดการใช้เลเวอเรจในวงกว้าง แรงกดดันทางเศรษฐกิจมหภาคเหล่านี้อาจมีน้ำหนักมากกว่าความหวังเชิงบวกเกี่ยวกับการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางญี่ปุ่นมีกำหนดประชุมในวันที่ 27–28 ตุลาคม และ 29–30 ตุลาคม ตามลำดับ ส่วนข้อมูลการจ้างงานและเงินเฟ้อของสหรัฐฯ มีกำหนดเผยแพร่ในวันที่ 6 และ 10 พฤศจิกายน ผลการเลือกตั้งอาจส่งผลต่อความเร็วในการออกกฎหมายด้านคริปโทเคอร์เรนซี หากพรรครีพับลิกันยังคงครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ก็อาจช่วยให้ดำเนินนโยบายต่อเนื่องได้ สภาคองเกรสที่แบ่งขั้วกันอาจทำให้การออกกฎหมายล่าช้า ขณะที่เสียงข้างมากของพรรคเดโมแครตอาจนำไปสู่การกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น และอาจมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนขึ้นสำหรับบริษัทที่ปฏิบัติตามข้อกำหนด GENIUS Act มีผลเป็นกฎหมายในเดือนกรกฎาคม 2025 แต่ร่างกฎหมายโครงสร้างตลาด H.R.3633 ไม่ผ่านการลงมติขั้นตอนในวุฒิสภาเมื่อเดือนกันยายน สำหรับเทรดเดอร์ Bitcoin (BTC) เป็นตัวชี้วัดสำคัญของความต้องการรับความเสี่ยงในระดับเศรษฐกิจมหภาคและความต้องการ ETF ส่วน Ether (ETH) อาจมีอุปสรรคสูงกว่า โดย ETF แบบสปอตของ ETH มีเงินทุนไหลออกสุทธิใน 9 จาก 10 วันทำการในช่วงที่กล่าวถึง HTX Research มองว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วง “คัดเลือกเงินทุน” และคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างผันผวนและเฉพาะบางสินทรัพย์หลังการเลือกตั้ง การเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่องจะต้องอาศัยเงินไหลเข้า ETF ที่มากขึ้นและความคาดหวังเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่ผ่อนคลายลง
Neutral
US midterm electionsCrypto regulationBitcoinEtherETF flows

ราคา Bitcoin อ่อนตัว หลัง ETF มีเงินไหลออก 635 ล้านดอลลาร์

ราคา Bitcoin ยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดัน เนื่องจากความต้องการจากนักลงทุนสถาบันอ่อนตัวลง และผู้ขายกำลังทดสอบแนวรับสำคัญ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม Bitcoin ลดลง 1.2% มาอยู่ที่ประมาณ 81,730 ดอลลาร์ กองทุน Bitcoin ETF แบบสปอตมียอดเงินไหลออกสุทธิรายสัปดาห์ราว 228.6 ล้านดอลลาร์ หลังจากมีเงินไหลออกเกือบ 681 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ก่อน Glassnode ระบุว่าแรงขายชะลอลงแล้ว แต่ความต้องการในตลาดสปอตและจาก ETF ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะหนุนการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ภายในวันที่ 23 ตุลาคม Bitcoin ลดลง 0.97% มาอยู่ที่ 81,449.88 ดอลลาร์ หลังจากไม่สามารถรักษาระดับการฟื้นตัวเหนือ 84,000 ดอลลาร์ไว้ได้ และเผชิญแนวต้านใกล้ 85,000 ดอลลาร์ โดยราคาหลุดต่ำกว่า 81,000 ดอลลาร์ชั่วครู่ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม กองทุน Bitcoin ETF แบบสปอตของสหรัฐฯ มียอดเงินไหลออกสุทธิ 635.49 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหักล้างเงินไหลเข้าตลอดสามช่วงการซื้อขายก่อนหน้าที่รวมกันประมาณ 1.08 พันล้านดอลลาร์ นับเป็นยอดเงินไหลออกในวันเดียวมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้พิสูจน์ว่าการถอนเงินจาก ETF เป็นสาเหตุของราคาที่ลดลง สัญญาณทางเทคนิคยังคงบ่งชี้ว่าควรระมัดระวัง Bitcoin ซื้อขายต่ำกว่าตัวชี้วัดสำคัญ รวมถึงระดับ Ichimoku รายวันและเส้นกึ่งกลางของ Keltner Channel ซึ่งอยู่ใกล้ 82,559 ดอลลาร์ เทรดเดอร์กำลังจับตาแนวต้านบริเวณ 82,500–82,900 ดอลลาร์ ส่วนแนวรับอยู่ใกล้ 80,000 ดอลลาร์ หากแรงขายเพิ่มขึ้น อาจมีแนวรับถัดไปที่ 78,400–79,700 ดอลลาร์ และ 77,500–78,000 ดอลลาร์ สัญญาณตัดกันของ MACD บนกราฟ 4 ชั่วโมงเคยบ่งชี้ว่าแรงส่งขาลงอาจกำลังอ่อนลง แต่ Bitcoin ยังไม่ยืนยันการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งกว่าเดิม การล้างสถานะในตลาดคริปโตราว 406.27 ล้านดอลลาร์ภายใน 24 ชั่วโมงยิ่งเพิ่มความผันผวน เงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่สูงกว่าคาด ความไม่แน่นอนก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และความกังวลด้านเศรษฐกิจมหภาคในวงกว้าง อาจกดดันความต้องการรับความเสี่ยง เทรดเดอร์กำลังติดตามกระแสเงินของ ETF ระดับเลเวอเรจ และดูว่า Bitcoin จะกลับขึ้นไปยืนเหนือแนวต้านได้หรือจะต้องทดสอบแนวรับอีกครั้ง
Bearish
BitcoinSpot Bitcoin ETFsETF outflowsCrypto liquidationsTechnical analysis

โบรกเกอร์ USDT ถูกตัดสินจำคุก 160 เดือนในคดีฟอกเงินในสหรัฐฯ

นายหน้าคริปโทเคอร์เรนซีชาวโคลอมเบียถูกศาลสหรัฐฯ ตัดสินจำคุก 160 เดือน ฐานฟอกเงินที่ได้จากการค้ายาเสพติดผ่าน Tether (USDT) และสมคบคิดเพื่อนำเข้าโคเคน อัยการระบุว่า Leonardo de Jesus Zuluaga Duque หรือที่รู้จักในชื่อ “Rey” มีส่วนช่วยนำเครือข่ายที่โอนเงินประมาณ 14.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐในรูป USDT ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงพฤศจิกายน 2023 โดยทำงานร่วมกับผู้สมรู้ร่วมคิดอีกห้าคน เงินดังกล่าวผ่านธุรกิจโอนเงินที่ไม่มีใบอนุญาต ถูกแปลงเป็นดอลลาร์สหรัฐ และส่งผ่านบริษัทบังหน้าในสหรัฐฯ ไปยังบริษัทในโคลอมเบีย ก่อนแลกเป็นเงินเปโซและนำไปแจกจ่าย คดีนี้แสดงให้เห็นว่าการโอน USDT อาจเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการฟอกเงินที่กว้างขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับธนาคารและธุรกิจต่าง ๆ ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางสั่งให้ Zuluaga Duque ริบเงิน 14,751,846 ดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงคริปโทเคอร์เรนซีที่อยู่ในกระเป๋าเงินสี่ที่อยู่ซึ่งเขาควบคุม และให้รับการคุมประพฤติเป็นเวลาห้าปีหลังพ้นโทษ คำสั่งริบทรัพย์เป็นคำสั่งแยกต่างหาก จึงไม่ควรนำไปรวมกับธุรกรรม USDT มูลค่าประมาณ 14.5 ล้านดอลลาร์ที่อัยการกล่าวถึง โคลอมเบียอนุมัติการส่งตัวเขาเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังสหรัฐฯ เมื่อต้นปี 2025 คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายกำลังตรวจสอบ USDT และการติดตามธุรกรรมบนบล็อกเชนอย่างใกล้ชิด แต่ไม่น่าจะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อราคา крипโทเคอร์เรนซีโดยรวม.
Neutral
TetherUSDTCrypto crimeMoney launderingUS regulation

Ethereum เลื่อนการอัปเกรด Glamsterdam เนื่องจากข้อกังวลด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับแก๊ส

นักพัฒนา Ethereum เลื่อนการเปิดใช้งานอัปเกรด Glamsterdam บนเครือข่ายทดสอบ Hoodi ออกไปอย่างไม่มีกำหนด จากเดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 26 ตุลาคม ในการประชุม ACDE ครั้งที่ 248 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พวกเขาตัดสินใจตรวจสอบข้อกังวลด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับ EIP-8037 และ EIP-8038 ก่อนกำหนดวันใหม่ แผนเพิ่มขีดจำกัด gas ของ Hoodi เป็น 200 ล้านก็ถูกระงับไว้เช่นกัน ChainSecurity เตือนว่าการเปลี่ยนแปลงกฎ gas ที่เสนออาจทำให้มาตรการป้องกันการโจมตีแบบ «insufficient-gas griefing» อ่อนแอลง ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้โจมตีอาจทำให้การดำเนินการล้มเหลว และทำให้สัญญาบันทึกความล้มเหลวนั้นไว้อย่างถาวร บริษัทระบุสัญญาที่ใช้งานอยู่ 13 รายการซึ่งอาจได้รับผลกระทบ และกำลังประสานงานเพื่อเปิดเผยข้อมูลอย่างรับผิดชอบ Ethereum Foundation กำลังประเมินขอบเขตของปัญหา การเลื่อนอัปเกรด Glamsterdam ทำให้กำหนดการบนเครือข่ายหลักยังไม่แน่นอน ก่อนหน้านี้นักพัฒนาเคยพิจารณาวันที่ 1, 8 หรือ 9 ธันวาคม โดยขึ้นอยู่กับว่าการทดสอบบน Hoodi จะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่ยังไม่ได้ประกาศวันใหม่ การระงับนี้ไม่เปลี่ยนแปลงการทำงานปัจจุบันของเครือข่าย Ethereum และไม่ส่งผลโดยตรงต่ออุปทาน ETH นักเทรดอาจติดตามผลการตรวจสอบด้านความปลอดภัยและแผนทดสอบเครือข่ายฉบับปรับปรุง โดยผลกระทบต่อตลาดในระยะใกล้น่าจะเน้นไปที่ความไม่แน่นอนของกำหนดการอัปเกรด มากกว่าการเปลี่ยนแปลงโดยตรงของปัจจัยพื้นฐาน ETH
Neutral
EthereumGlamsterdam upgradeSmart contract securityGas feesTestnet